ในเดือนกรกฎาคม 2556 Transnational Institute (TNI) ร่วมกับ Paung Ku (กลุ่มองค์กรที่มุ่งสนับสนุนความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมในพม่า) จัดเวทีประชุมเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับผู้ที่ปลูกพืชที่ถูกประกาศว่าผิดกฎหมายในกรุงย่างกุ้ง พม่า ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายของหน่วยงาน IDPC ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ และในฐานะที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาด้านยาเสพติดในเอเชียเป็นหลัก ดิฉันได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ของกลุ่มผู้ปลูกฝิ่นในภูมิภาคนี้ ในขบวนการที่สนับสนุนนโยบายด้านยาเสพติดที่ยึดโยงกับสุขภาพและสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมให้ความสนใจอย่างมาก (และอย่างชอบธรรม) ต่อการพัฒนาแนวทางการลดอันตรายสำหรับผู้ใช้ยา อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังให้ความใส่ใจต่อผู้ที่ปลูกพืชที่ถูกประกาศว่าผิดกฎหมาย ซึ่งดิฉันได้ทราบว่าพวกเขาประสบปัญหาจากมาตรการบังคับกำจัดพืชเหล่านี้ และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษ รวมทั้งการสร้างความเสียหายต่อโครงการ “สนับสนุนการพัฒนา” ขั้นแรกในการแก้ปัญหาเหล่านี้คือการสนับสนุนให้พวกเขาได้แสดงความเห็น และมีส่วนร่วมในการออกแบบและดำเนินงานตามนโยบายด้านยาเสพติดและการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา

ในพม่า มีผู้ปลูกฝิ่นอยู่ประมาณ 300,000 ครัวเรือน และในลาวมีอยู่ประมาณ 20,000 ครัวเรือน ตามข้อมูลในปี 2555 ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime - UNODC) ครัวเรือนเหล่านี้มักเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องพึ่งพารายได้จากการปลูกฝิ่น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเข้าถึงการศึกษาและบริการด้านสุขภาพ พวกเขามักถูกบีบให้ต้องปลูกฝิ่นเนื่องจากความยากจนและความขัดแย้ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ทางสหภาพยุโรป ให้การยอมรับ และเคยแถลงไว้ว่า “การปลูกพืชเสพติดผิดกฎหมายมักอยู่ในพื้นที่ที่มีการทำสงครามความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และมีความเสี่ยง ปัญหาด้านสุขภาพ การไม่รู้หนังสือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคมและกายภาพที่จำกัด สะท้อนให้เห็นระดับพัฒนาการด้านมนุษย์ที่ต่ำสำหรับประชากรในพื้นที่เหล่านี้”

ในเวทีที่จัดร่วมกันระหว่าง TNI-Paung Ku ผู้ปลูกได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้จากการปลูกฝิ่น ทั้งในแง่รายได้ที่ช่วยให้ดำรงชีวิตอยู่ การใช้ประโยชน์ด้านยา การลดอุปสรรคเพื่อการเข้าถึงตลาด และผลกำไรจากการเพาะปลูก มีการใช้ฝิ่นเพื่อทำให้ช้างสงบลง และมีการใช้ฝิ่นเพื่อให้สามีที่ดุร้ายสงบลงด้วย พวกเขายังเล่าให้ฟังถึงผลกระทบด้านลบของการเพาะปลูก อย่างเช่น ความไม่มั่นคงเนื่องจากการปลูกพืชที่ผิดกฎหมาย และการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม ผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ และการทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน อันเป็นผลมาจากการพึ่งพาการใช้ฝิ่น หรือในปัจจุบันมีการเปลี่ยนมาใช้เฮโรอีนมากขึ้น ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้ปลูกหลายคนเห็นชอบต่อข้อเสนอแนะให้แก้ปัญหาของพวกเขา โดยเรียกร้องให้มีบริการบำบัดยาเสพติดโดยสมัครใจ ลดการเอาผิดทางอาญากับผู้ปลูกฝิ่น การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การมีช่องทางให้ผู้ปลูกแสดงความเห็นต่อผู้กำหนดนโยบาย การปลูกพืชทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากการปลูกฝิ่น และการอนุรักษ์วัฒนธรรมการใช้ฝิ่นตามจารีตและเพื่อการแพทย์ ผู้ปลูกบางคนเสนอว่า ควรมีกฎหมายรับรองการปลูกฝิ่นในบางส่วน และมีการควบคุมปริมาณการผลิตฝิ่นที่ใช้ด้านการแพทย์ รวมทั้งฝิ่นที่ใช้เป็นยาพื้นบ้านและแก้ปัญหาสังคม

ดูเหมือนว่าผู้ปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ยังต้องทำงานอีกมาก กว่าจะมีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายด้านยาเสพติดอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาด้านภูมิศาสตร์การเมือง ความขัดแย้ง การเมือง และนโยบายด้านยาเสพติดในพื้นที่ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลพม่าและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคและพม่าก็เป็นสมาชิก ต่างได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะปลอดยาเสพติดและใช้กำหนดยุทธศาสตร์ควบคุมยาเสพติด ทำให้โอกาสที่จะกำกับดูแลการปลูกฝิ่นโดยใช้กฎหมายเป็นไปได้น้อยหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่อย่างน้อย ดิฉันเชื่อว่าสังคมจะมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสภาพชีวิตของผู้ปลูกฝิ่นในภูมิภาคนี้ และทางผู้กำหนดนโยบายที่ทำงานแก้ปัญหาด้านยาเสพติดจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ตามแนวทางที่มีมนุษยธรรมและยั่งยืน (ทั้งในแง่การพัฒนาและสิ่งแวดล้อม)

กลอเรีย ไหล (Gloria Lai) เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบาย IDPC

สมัครสมาชิกแจ้งข่าวIDPC ทุกเดือน เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายยาเสพติด